
Apple Watch Ultra คือตระกูลนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นท็อปของ Apple ที่ออกแบบมาเพื่อสายลุยและผจญภัยโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นวิ่งเทรล ปีนเขา ดำน้ำ หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องพึ่งความทนทานสูง ล่าสุดกับรุ่น Apple Watch Ultra 3 ที่มาพร้อมการอัปเกรดหลายจุด บทความนี้จะพาไปดูจุดเด่นของ Ultra 3 ราคาล่าสุด และสำหรับใครที่ยังใช้รุ่นเก่าอยู่หรือกำลังสงสัยว่ารุ่นก่อนหน้าต่างกันแค่ไหน ก็มีเทียบ Ultra 1 vs Ultra 2 ให้ดูด้วยในบทความเดียว
Apple Watch Ultra 3 จุดเด่นมีอะไรบ้าง?
Apple Watch Ultra 3 มาพร้อมการอัปเกรดที่รู้สึกได้จริงในหลายจุด โดยเฉพาะกับคนที่ใช้งานกลางแจ้งเป็นประจำ
- จอแสดงผล LTPO3 ขอบจอบางลงถึง 24% จากรุ่นก่อน ทำให้พื้นที่แสดงผลใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น และมองเห็นชัดแม้อยู่ในที่แดดจ้า ถือเป็นจอที่ใหญ่และสว่างที่สุดในบรรดา Apple Watch ทั้งหมด
- แบตเตอรี่อึดที่สุดเท่าที่เคยมีมา ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 42 ชั่วโมง และยืดไปได้ถึง 72 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหลายวันติดต่อกันโดยไม่ได้พกสายชาร์จไปด้วย
- เชื่อมต่อผ่านดาวเทียมได้ ทั้งแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Emergency SOS), Find My และส่งข้อความ แม้อยู่นอกพื้นที่สัญญาณมือถือหรือ Wi-Fi โดยได้ใช้งานฟรี 2 ปีแรกเมื่อเปิดใช้งานเครื่อง
- รองรับ 5G พร้อมตัวเรือนไทเทเนียมเกรดอวกาศและกระจกแซฟไฟร์ที่แข็งแรงทนทาน กันน้ำลึกถึง 100 เมตร ดำน้ำแบบสันทนาการได้สบาย ๆ
- ฟีเจอร์สุขภาพใหม่ อย่างการแจ้งเตือนความเสี่ยงความดันโลหิตสูง, Sleep Score ให้คะแนนคุณภาพการนอน และ Workout Buddy ที่ใช้ Apple Intelligence ช่วยวิเคราะห์และแนะนำการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์
Apple Watch Ultra 3 ราคาเท่าไหร่?
สำหรับราคา apple watch ultra 3 ในไทยเริ่มต้นที่ 29,900 บาท มีให้เลือก 2 สีตัวเรือนคือไทเทเนียมธรรมชาติและไทเทเนียมดำ ทุกเครื่องมาพร้อมขนาดหน้าจอ 49 มม.
ราคาที่แสดงเป็นราคาเริ่มต้นของรุ่น GPS+Cellular เท่านั้น ซึ่งจะขยับขึ้นตามสายที่เลือก ไม่ว่าจะเป็น Alpine Loop, Trail Loop, Ocean Band หรือ Milanese Loop แต่ละแบบมีราคาต่างกันไปตามวัสดุและงานผลิต
ถ้าอยากดูราคาเต็มพร้อมตัวเลือกสายและสีทั้งหมด สามารถเข้าไปเช็กรายละเอียดและเลือกซื้อได้ที่ Studio7 ตัวแทนจำหน่าย Apple อย่างเป็นทางการที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
เปรียบชัด Apple Watch Ultra 1, Ultra 2 และ Ultra 3
มาดูกันว่าตลอด 3 รุ่นที่ผ่านมา Apple Watch Ultra พัฒนาไปมากแค่ไหน
- ชิปประมวลผล
- Ultra 1: ชิป S8
- Ultra 2: ชิป S9 มี Neural Engine รองรับฟีเจอร์ AI ได้ดีขึ้น
- Ultra 3: ชิป S10 ประมวลผลเร็วขึ้นไปอีกขั้น
- หน้าจอ
- Ultra 1: สว่างสูงสุด 2,000 นิต
- Ultra 2: สว่างสูงสุด 3,000 นิต
- Ultra 3: จอ LTPO3 ขอบจอบางลง 24% พื้นที่แสดงผลใหญ่ขึ้นแม้ตัวเรือนขนาดเท่าเดิม
- ท่าทาง Double Tap
- Ultra 1: ไม่รองรับ
- Ultra 2: รองรับ
- Ultra 3: รองรับ
- การเชื่อมต่อดาวเทียม
- Ultra 1: ไม่มี
- Ultra 2: ไม่มี
- Ultra 3: มี ทั้งแจ้งเหตุฉุกเฉิน Find My และส่งข้อความได้แม้อยู่นอกพื้นที่สัญญาณมือถือหรือ Wi-Fi
- แบตเตอรี่
- Ultra 1: สูงสุด 36 ชั่วโมง (60 ชั่วโมงโหมดประหยัดพลังงาน)
- Ultra 2: สูงสุด 36 ชั่วโมง (60 ชั่วโมงโหมดประหยัดพลังงาน)
- Ultra 3: สูงสุด 42 ชั่วโมง (72 ชั่วโมงโหมดประหยัดพลังงาน) แบตอึดที่สุดในตระกูล
- สีตัวเรือน
- Ultra 1: ไทเทเนียมธรรมชาติ (สีเดียว)
- Ultra 2: ไทเทเนียมธรรมชาติ, ไทเทเนียมดำ
- Ultra 3: ไทเทเนียมธรรมชาติ, ไทเทเนียมดำ
โดยรวมแล้ว Ultra 3 คือรุ่นที่อัปเกรดชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับสองรุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะเรื่องจอ แบตเตอรี่ และการเชื่อมต่อดาวเทียมที่เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในตระกูล Ultra
สรุป
จะเห็นได้ว่าตลอด Apple Watch Ultra ทั้ง 3 รุ่นที่ผ่านมามีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างชัดเจน เริ่มจาก Ultra 1 ที่วางรากฐานเรื่องความทนทาน มาถึง Ultra 2 ที่เพิ่มความสว่างของจอและท่าทางควบคุมใหม่ จนถึง Ultra 3 ที่ถือเป็นรุ่นครบเครื่องที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งจอที่ใหญ่ขึ้น แบตที่อึดขึ้น และการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมที่เพิ่มความปลอดภัยเวลาลุยพื้นที่ห่างไกล
















