ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยอยากได้ที่สุด

2

ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน คือคำถามที่ได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งจากคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ไปจนถึงคนที่สอบเข้าองค์กรใหญ่ได้ ทำงานสายครีเอทีฟที่เคยอยากทำ หรือแม้แต่คนที่มีตำแหน่งดี เงินเดือนดี แต่กลับตื่นมาพร้อมความรู้สึกว่า “นี่หรือสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ” ภาพของงานในฝันในวันนี้จึงไม่ได้พังลงเพราะคนรุ่นใหม่ขาดความอดทนเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วเกินกว่าความฝันแบบเดิมจะรองรับไหว

ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยอยากได้ที่สุด

เรื่องนี้น่าสนใจกว่าที่เห็น เพราะความเบื่อไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง ไม่เอาจริง หรือแพ้ง่ายเสมอไป หลายครั้งมันเป็นสัญญาณว่าความคาดหวังส่วนตัว ชีวิตจริง และโครงสร้างการทำงานในองค์กรเริ่มไม่ไปทางเดียวกัน ยิ่งคนรุ่นใหม่เติบโตมาในยุคที่เห็นทางเลือกมาก เห็นเบื้องหลังอาชีพเร็ว และกล้าตั้งคำถามกับความสำเร็จมากขึ้น ความรู้สึกไม่อินกับงานที่เคยฝันไว้จึงกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงและเกิดขึ้นบ่อย

งานในฝันยังมีอยู่ แต่ความหมายไม่เหมือนเดิม

เมื่อก่อนคำว่า “งานในฝัน” มักผูกกับชื่อบริษัท ตำแหน่ง เงินเดือน หรือภาพลักษณ์ที่คนรอบข้างยอมรับ แต่สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ งานที่ดีไม่ได้วัดแค่ความมั่นคงอีกแล้ว มันต้องตอบได้ด้วยว่า ชีวิตแบบนี้คุ้มกับเวลาที่เสียไปไหม มีพื้นที่ให้เติบโตหรือเปล่า และยังเหลือพลังให้ใช้ชีวิตนอกงานแค่ไหน

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้เอง คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลิกอยากมีงานดี แต่พวกเขาเริ่มแยกออกว่า “งานที่น่าภูมิใจ” อาจไม่ใช่ “งานที่เหมาะกับชีวิต” เสมอไป พอความเข้าใจลึกขึ้น ความเบื่อจึงไม่ได้เกิดจากตัวงานอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่งานนั้นไม่ตอบโจทย์ตัวตนในระยะยาว

ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน

ภาพที่อยากเป็น กับงานที่ต้องทำทุกวัน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

หลายอาชีพดูน่าตื่นเต้นจากภายนอก แต่เมื่อเข้าไปทำจริง กลับเต็มไปด้วยงานซ้ำ การประชุมที่ยืดเยื้อ ระบบอนุมัติที่ช้า และ KPI ที่บีบให้ต้องวิ่งตามตัวเลขมากกว่าคุณภาพ คนจำนวนมากไม่ได้เบื่ออาชีพที่เลือก แต่เบื่อรูปแบบการทำงานที่ครอบอยู่บนอาชีพนั้นต่างหาก

ลองคิดง่ายๆ คนที่อยากเป็นนักการตลาดอาจไม่ได้ฝันถึงการนั่งทำสไลด์ดึกทุกคืน คนที่อยากทำงานครีเอทีฟอาจไม่ได้อยากวนแก้งานสิบรอบเพราะความเห็นไม่ตรงกัน ความฝันจึงพังไม่ได้เพราะเลือกผิดเสมอไป แต่อาจเพราะภาพที่เห็นตอนเริ่มต้นไม่เคยเล่าความจริงทั้งหมด

งานให้ชื่อเสียงได้ แต่ไม่ได้ให้เสรีภาพเสมอไป

อีกเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน คือพวกเขาให้คุณค่ากับ อิสระในการใช้ชีวิต มากขึ้น งานที่มีชื่อเสียงหรือรายได้ดีอาจดูคุ้มในสายตาคนอื่น แต่ถ้าต้องแลกกับเวลาส่วนตัว สุขภาพจิต หรือความสัมพันธ์ระยะยาว หลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่ามันยังเป็น “ความสำเร็จ” แบบเดิมอยู่หรือไม่

ผลสำรวจ Deloitte Gen Z and Millennial Survey 2024 ชี้ว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ work-life balance และความหมายของงานอย่างมาก ขณะที่รายงาน Gallup State of the Global Workplace 2024 ก็สะท้อนว่าระดับ engagement ของพนักงานทั่วโลกยังไม่ได้สูงอย่างที่องค์กรจำนวนมากคาดหวัง ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่า ความไม่อินกับงานไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่ง แต่เป็นแนวโน้มของตลาดแรงงานทั้งระบบ

โตเร็ว แต่กลวงเร็ว

ในหลายองค์กร คนเก่งสามารถโตได้ไว ได้รับโอกาสเร็ว และถูกคาดหวังสูงตั้งแต่อายุยังน้อย ฟังดูดี แต่ปัญหาคือการเติบโตที่เร็วเกินไปอาจไม่ทันให้คนคนนั้นสร้างฐานความหมายของตัวเอง เมื่อวิ่งจากเป้าหมายหนึ่งไปอีกเป้าหมายหนึ่งอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายอาจรู้สึกเหมือนกำลังสำเร็จในสิ่งที่ไม่ได้อินจริงๆ

  • ได้ตำแหน่ง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองยังชอบงานนี้อยู่ไหม
  • ได้เงินเพิ่ม แต่ความเครียดเพิ่มเร็วกว่าความสุข
  • ได้รับการยอมรับ แต่กลับไม่มีพลังเหลือให้ชีวิตส่วนตัว
  • มีเส้นทางชัด แต่ไม่แน่ใจว่าใช่เส้นทางที่อยากเดินต่อหรือเปล่า

วัฒนธรรมองค์กรที่ดูดีจากภายนอก อาจไม่เคยฟังคนทำงานจริง

หลายบริษัทสื่อสารเก่งเรื่องความทันสมัย ความยืดหยุ่น และการเติบโต แต่ประสบการณ์หน้างานกลับตรงกันข้าม เช่น หัวหน้าที่สื่อสารไม่ชัด ระบบประเมินที่ไม่แฟร์ หรือบรรยากาศที่พูดเรื่อง wellbeing แต่ให้คนออนไลน์ตลอดเวลา จุดนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่เบื่องาน พวกเขาเริ่มเบื่อความไม่จริงใจของระบบด้วย

ความเบื่อนี้สะท้อนอะไรต่อโลกการทำงาน

ถ้ามองให้ลึก ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้แปลว่าคนรุ่นใหม่เรื่องมากขึ้นอย่างเดียว แต่มันสะท้อนว่าแรงงานยุคใหม่ต้องการความสัมพันธ์แบบใหม่กับงาน พวกเขาไม่ได้มองงานเป็นศูนย์กลางชีวิตเสมอไป แต่อยากให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดี ต่างจากยุคก่อนที่อาจยอมทนเพื่อความมั่นคงระยะยาว วันนี้หลายคนพร้อมเปลี่ยนงาน ถอยมาตั้งหลัก หรือแม้แต่ยอมเริ่มใหม่ ถ้าสิ่งที่ได้กลับมาไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป

คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน” แต่คือ องค์กรจะออกแบบงานอย่างไรให้คนเก่งอยากอยู่ต่อ และคนทำงานจะนิยามความสำเร็จใหม่อย่างไรโดยไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับภาพฝันที่สังคมสร้างไว้

ถ้าเริ่มไม่อินกับงานในฝัน ควรถามตัวเองอะไรบ้าง

ก่อนตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนเส้นทาง ลองหยุดถามตัวเองให้ชัด เพราะบางครั้งสิ่งที่เบื่ออาจไม่ใช่อาชีพ แต่อาจเป็นบริบทที่กำลังทำอยู่

  1. เราเบื่อ เนื้องาน หรือเบื่อ วิธีทำงาน กันแน่
  2. สิ่งที่ทำอยู่ยังพาเราไปใกล้ชีวิตที่ต้องการหรือแค่ทำให้ดูสำเร็จ
  3. ถ้าไม่มีใครมองว่าอาชีพนี้เท่ เรายังอยากทำมันอยู่ไหม
  4. ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการย้ายทีม ย้ายองค์กร หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนอาชีพจริงๆ
  5. ตอนนี้เรากำลังหมดไฟชั่วคราว หรือกำลังหมดความหมายในระยะยาว

คำตอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่การถามให้ตรงจุดจะช่วยให้ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ล้วนๆ และทำให้เห็นว่า ความเบื่ออาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจตัวเองที่ชัดขึ้นก็ได้

สรุป

สาเหตุที่คนรุ่นใหม่เริ่มเบื่องานในฝัน ไม่ได้เกิดจากความใจร้อนอย่างที่หลายคนชอบสรุป แต่มาจากช่องว่างระหว่างภาพฝันกับชีวิตจริง ค่านิยมเรื่องความสำเร็จที่เปลี่ยนไป และระบบการทำงานที่ยังไม่ทันคนรุ่นใหม่ เมื่อมองแบบนี้ ความเบื่อจึงไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องทบทวนว่า เรากำลังไล่ตามงานที่ดี หรือกำลังสร้างชีวิตที่ใช่ และบางที คำถามนี้อาจสำคัญกว่าการมีงานในฝันเสียอีก